ECONOMICS

ECONOMICS : ถอดบทเรียน “AIGW 2026” จากหลักการ AI ระดับโลก สู่เส้นทางไทยเป็นผู้นำ AI Governance

ตลอดสัปดาห์ของการจัดงาน AI Governance Week 2026 (AIGW 2 […]

ECONOMICS : ถอดบทเรียน “AIGW 2026” จากหลักการ AI ระดับโลก สู่เส้นทางไทยเป็นผู้นำ AI Governance

ตลอดสัปดาห์ของการจัดงาน AI Governance Week 2026 (AIGW 2026) กรุงเทพมหานครได้กลายเป็นหนึ่งในพื้นที่สำคัญของการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI Governance โดยมีผู้กำหนดนโยบาย องค์กรระหว่างประเทศ ภาคเทคโนโลยี ภาคการเงิน ภาคการศึกษา ภาคกฎหมาย และผู้เชี่ยวชาญจากหลายประเทศเข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ภายใต้บทบาทของ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ในฐานะหน่วยงานสำคัญที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนหลักการระดับโลกให้เป็นเครื่องมือ กระบวนการ และแนวปฏิบัติที่องค์กรสามารถนำไปใช้ได้จริง

ตลอดระยะเวลา 5 วัน ของการจัดงาน AIGW 2026 เวทีแห่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวและความร่วมมือของหลายภาคส่วนในการผลักดัน AI Governance อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีผู้เข้าร่วมงาน ณ สถานที่จัดงานมากกว่า 1,000 คน และมีผู้รับชมผ่านช่องทางออนไลน์มากกว่า 24,000 คน การจัดงานประกอบด้วยกิจกรรมรวม 51 เวที ครอบคลุมประเด็นสำคัญตั้งแต่หลักการสากล การกำกับดูแลเชิงนโยบาย การประเมินผลกระทบ ความปลอดภัยของ AI การทดสอบระบบ ไปจนถึงการประยุกต์ใช้ AI อย่างรับผิดชอบในภาคส่วนต่าง ๆ พร้อมด้วยวิทยากรและผู้เชี่ยวชาญจำนวน 77 ท่าน จาก 53 องค์กร ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ตัวเลขเหล่านี้ไม่เพียงสะท้อนขนาดของงาน แต่ยังสะท้อนว่า AI Governance ได้กลายเป็นวาระร่วมของประเทศ ภูมิภาค และประชาคมโลก เพราะคำถามสำคัญในวันนี้ไม่ใช่เพียงว่า AI สามารถทำอะไรได้มากเพียงใด แต่คือ AI มีความน่าเชื่อถือเพียงพอหรือไม่ ที่จะถูกนำไปใช้กับเศรษฐกิจ สังคม และชีวิตของประชาชน เมื่อ AI เริ่มเข้าไปเกี่ยวข้องกับการศึกษา การเงิน การบริหารภาครัฐ การค้าดิจิทัล กระบวนการยุติธรรม และการตัดสินใจที่อาจส่งผลต่อสิทธิ โอกาส และความปลอดภัยของผู้คน นวัตกรรมจึงต้องเดินหน้าไปพร้อมกับความโปร่งใส ความรับผิดชอบ ความปลอดภัย การตรวจสอบได้ และการกำกับดูแลที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง

ยึดโยงหลักการสากล เพื่อสร้างกรอบความเข้าใจร่วมด้าน AI Governance

หนึ่งในบทเรียนสำคัญจาก AIGW 2026 คือ การกำกับดูแล AI ไม่สามารถพัฒนาโดยประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงลำพัง เพราะโมเดล ข้อมูล บริการดิจิทัล และผลกระทบจาก AI ล้วนเคลื่อนผ่านพรมแดน การสร้างความเชื่อมั่นจึงต้องอาศัยหลักการร่วมที่นานาประเทศยอมรับ และสามารถใช้เป็นฐานในการประสานการทำงานระหว่างกันได้

เวที AIGW 2026 ได้นำกรอบจาก UNESCO, OECD และองค์กรระหว่างประเทศต่าง ๆ มาร่วมถอดบทเรียน ทั้งในมิติสิทธิมนุษยชน ความโปร่งใส ความรับผิดชอบ ความปลอดภัย การบริหารความเสี่ยง และการมีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ในส่วนของประเทศไทย ETDA ทำหน้าที่เชื่อมโยงกรอบเหล่านี้เข้าสู่การพัฒนาระบบ AI Governance ของประเทศ ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกานำเสนอมิติด้านกฎหมาย โดยชี้ให้เห็นว่าการกำกับ AI ต้องสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองประชาชนกับการไม่สร้างภาระต่อการพัฒนานวัตกรรมมากเกินไป

สาระสำคัญที่ได้จากเวทีนี้ คือ กฎหมายและแนวปฏิบัติด้าน AI ไม่ควรถูกออกแบบแยกส่วนจากระบบเดิม แต่ต้องเชื่อมโยงกับกฎหมายที่มีอยู่ กลไกกำกับเฉพาะภาคส่วน และแนวปฏิบัติสากลที่สามารถปรับเปลี่ยนตามระดับความเสี่ยงของเทคโนโลยีได้ AI Governance จึงไม่ควรเป็นเพียงถ้อยคำเชิงนโยบาย แต่ต้องเป็นกรอบความเข้าใจร่วมที่ผู้กำหนดนโยบาย ผู้พัฒนา ผู้กำกับดูแล องค์กรธุรกิจ และประชาชนสามารถนำไปใช้ร่วมกันได้

แปลงหลักการระดับโลกให้สอดคล้องกับบริบทไทย

แม้หลักการ AI Governance จะมีความเป็นสากล แต่การนำไปใช้ไม่สามารถเหมือนกันทุกประเทศ เพราะแต่ละแห่งมีระบบกฎหมาย โครงสร้างสถาบัน วัฒนธรรม ภาษา ความพร้อมทางดิจิทัล และความคาดหวังของประชาชนที่แตกต่างกัน เวทีของ UNESCO จึงให้ความสำคัญกับ National Ownership หรือการที่แต่ละประเทศต้องมีบทบาทในการออกแบบแนวทางของตนเอง มากกว่าการนำกรอบจากต่างประเทศมาใช้โดยไม่ปรับให้เข้ากับบริบทภายในประเทศ

หนึ่งในก้าวสำคัญของประเทศไทย คือการนำ Ethical Impact Assessment (EIA) ของ UNESCO มาปรับใช้กับบริบทไทย และต่อยอดสู่ Thai AI EIA Playbook เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถกำหนดวัตถุประสงค์ของการใช้ AI ระบุผู้มีส่วนได้เสีย วิเคราะห์ผลกระทบด้านจริยธรรม ประเมินความเสี่ยง และวางมาตรการลดผลกระทบตั้งแต่ก่อนใช้งาน เครื่องมือนี้จึงไม่ได้ตอบเพียงว่า AI ควรยึดหลักจริยธรรมอย่างไร แต่ช่วยให้องค์กรเห็นขั้นตอนที่ต้องดำเนินการ บทบาทความรับผิดชอบของผู้เกี่ยวข้อง และแนวทางติดตามผลลัพธ์หลังการใช้งานจริง

ในเชิงนโยบาย การหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีของไทยกับผู้อำนวยการใหญ่ของยูเนสโกเกี่ยวกับการขับเคลื่อน AI Governance Practice Center หรือ AIGPC ยังสะท้อนความตั้งใจของประเทศไทยในการพัฒนากลไกภายในประเทศที่สามารถต่อยอดหลักการสากลไปสู่การใช้งานจริง ผ่านการพัฒนาเครื่องมือ การประเมิน การยกระดับศักยภาพ และการสร้างเครือข่ายความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง

สร้างความพร้อมของคน องค์กร และสถาบัน ควบคู่กับการพัฒนากฎหมาย

บทเรียนจากหลายเวทีสะท้อนตรงกันว่า กฎหมายเพียงอย่างเดียวไม่สามารถสร้าง AI Governance ที่มีประสิทธิภาพได้ หากผู้กำหนดนโยบาย หน่วยงานกำกับดูแล ผู้บริหาร นักพัฒนา และผู้ใช้งานยังขาดความเข้าใจหรือไม่มีเครื่องมือรองรับ การกำกับดูแล AI จึงต้องเริ่มจากการสร้างคน สร้างองค์กร และสร้างสถาบันที่มีความพร้อมในการเข้าใจความเสี่ยงและใช้ AI อย่างรับผิดชอบ

ในมิติด้านสิทธิมนุษยชนและการเข้าถึง เวทีของ UNICEF ชี้ให้เห็นความเสี่ยงที่ AI อาจมีต่อเด็ก สตรี และกลุ่มเปราะบาง ทั้งในเรื่องความเป็นส่วนตัว การเลือกปฏิบัติ เนื้อหาที่ไม่เหมาะสม การถูกคุกคามทางออนไลน์ และผลกระทบต่อพัฒนาการหรือโอกาสในชีวิต ประเด็นนี้ทำให้เห็นว่า AI Governance ไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของสิทธิ ความปลอดภัย ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และความเป็นธรรมในการเข้าถึงโอกาส

ขณะเดียวกัน การพัฒนาศักยภาพภาคปฏิบัติถูกขับเคลื่อนผ่าน Hands-on Workshop ของภาคเทคโนโลยี ได้แก่ Google, Huawei, Microsoft และ Meta ซึ่งเน้นให้ผู้เข้าร่วมเรียนรู้จากการใช้งานจริง ตั้งแต่การประยุกต์ AI ในการทำงานและการศึกษา ไปจนถึงการใช้เครื่องมืออย่างปลอดภัย การตรวจสอบคำตอบของระบบ การคุ้มครองข้อมูล และการกำกับดูแลโดยมนุษย์ ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า AI Governance จะเกิดขึ้นได้จริง ต่อเมื่อคนในองค์กรเข้าใจทั้งศักยภาพ ข้อจำกัด และความรับผิดชอบที่มาพร้อมกับการใช้ AI

จาก AIGC สู่ AIGPC ทำให้หลักการกลายเป็นวิธีปฏิบัติ

ประเทศไทยเริ่มวางรากฐานด้าน AI Governance ผ่านการจัดตั้ง AI Governance Center (AIGC) ของ ETDA ตั้งแต่ปี 2022 ก่อนที่ Generative AI จะขยายตัวอย่างกว้างขวาง โดย AIGC มีบทบาทสำคัญในการศึกษาแนวโน้ม ความเสี่ยง หลักการสากล และความพร้อมของประเทศ เมื่อโจทย์ของโลกเปลี่ยนจากการกำหนดหลักการไปสู่การนำไปใช้จริง บทบาทดังกล่าวจึงถูกยกระดับสู่ AI Governance Practice Center (AIGPC) เพื่อทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมโยงองค์ความรู้กับการปฏิบัติ

AIGPC ไม่ได้ถูกวางให้เป็นเพียงศูนย์วิชาการ แต่เป็นกลไกที่ช่วยพัฒนา Playbook เครื่องมือประเมิน โครงการนำร่อง เวิร์กช็อป และเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญ เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถนำ AI Governance ไปใช้ตลอดวงจรชีวิตของระบบ ตั้งแต่การออกแบบ พัฒนา ทดสอบ นำไปใช้ ติดตามผล และปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

แนวคิด Practice over Policy จึงสะท้อนว่า นโยบายเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ขณะที่ผลลัพธ์ที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อหลักการถูกเปลี่ยนให้เป็นวิธีทำงานจริงขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นการประเมินผลกระทบ การทดสอบความปลอดภัย การออกแบบระบบที่ตรวจสอบได้ การกำหนดบทบาทความรับผิดชอบ หรือการวางกลไกให้มนุษย์สามารถกำกับดูแล AI ได้อย่างเหมาะสม

Red Teaming จากความเชื่อมั่นเชิงคำประกาศ สู่ความเชื่อมั่นที่พิสูจน์ได้

อีกประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากในระดับโลก คือการพิสูจน์ความปลอดภัยของ AI ก่อนนำไปใช้งานจริง ความเชื่อมั่นไม่สามารถสร้างจากคำประกาศหรือชื่อเสียงของผู้พัฒนาเพียงอย่างเดียว สิ่งที่สังคมต้องการคือหลักฐานว่า AI ได้รับการประเมิน ทดสอบ และควบคุมความเสี่ยงอย่างเหมาะสม

เวทีด้าน Red Teaming ใน AIGW 2026 จึงมุ่งตอบโจทย์ทั้งสองด้าน ได้แก่ การใช้ AI เพื่อเสริมความมั่นคงปลอดภัย และการปกป้องระบบ AI จากภัยคุกคาม เช่น Prompt Injection, Data Poisoning และการโจมตีที่ทำให้โมเดลทำงานผิดไปจากวัตถุประสงค์ การทดสอบในลักษณะนี้ช่วยเปิดเผยจุดอ่อนที่การทดสอบทั่วไปอาจมองไม่เห็น และทำให้องค์กรเข้าใจความเสี่ยงของ AI ในสถานการณ์จริงมากขึ้น

ในมุมของภาคการเงิน TB-CERT ชี้ให้เห็นว่า AI ถูกนำมาใช้ตั้งแต่การยืนยันตัวตน การตรวจจับธุรกรรมผิดปกติ ไปจนถึง Chatbot และระบบวิเคราะห์ข้อมูล จึงต้องมีมาตรฐานความปลอดภัยขั้นต่ำร่วมกัน เพราะความเสียหายไม่ได้กระทบเพียงธนาคารแห่งใดแห่งหนึ่ง แต่อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของระบบการเงินโดยรวม การจัด Thailand AI Red Teaming Challenge ภายใน AIGW 2026 จึงเป็นมากกว่ากิจกรรมทางเทคนิค แต่เป็นการสร้างวัฒนธรรมของการทดสอบ ตรวจสอบ และพิสูจน์ความปลอดภัยก่อนการใช้งานจริง

ประเทศไทยในฐานะพื้นที่เชื่อมโยงความร่วมมือด้าน AI Governance ของภูมิภาค

AI เป็นความท้าทายที่ไม่มีประเทศใดรับมือได้เพียงลำพัง ความแตกต่างด้านกฎหมาย เทคโนโลยี ภาษา วัฒนธรรม และโครงสร้างเศรษฐกิจ ทำให้ภูมิภาคอาจไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายฉบับเดียวกันทั้งหมด แต่ต้องมีพื้นที่สำหรับการเรียนรู้ แลกเปลี่ยน และพัฒนาแนวทางที่สามารถเชื่อมโยงกันได้

AIGW 2026 จึงไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงเวทีประชุม แต่ถูกวางให้เป็น Regional Learning Platform ที่เชื่อมโยง ETDA, UNESCO, UNICEF, ภาคเทคโนโลยี หน่วยงานกำกับดูแล ภาคการเงิน ภาควิชาการ และองค์กรระหว่างประเทศเข้าด้วยกัน ขณะที่ AIGPC จะทำหน้าที่สนับสนุนความร่วมมือดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง

บทบาทของไทยในบริบทนี้ไม่ได้อยู่ที่การกำหนดมาตรฐานให้ประเทศอื่นปฏิบัติตาม แต่คือการเป็นพื้นที่กลางในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ อำนวยความร่วมมือ และร่วมพัฒนาแนวทาง AI Governance ของภูมิภาค เพื่อให้แต่ละประเทศสามารถนำหลักการสากลไปปรับใช้กับบริบทของตนเองได้อย่างเหมาะสม

AI Governance ต้องเป็นระบบที่เรียนรู้และปรับตัวได้

ความเร็วของ AI ทำให้กฎหมายหรือแนวปฏิบัติที่จัดทำขึ้นในวันนี้อาจไม่เพียงพอต่อความเสี่ยงในอนาคต เพราะทั้งเทคโนโลยี พฤติกรรมผู้ใช้งาน และกรณีการนำไปใช้ล้วนเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ข้อเสนอจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาในมิติกฎหมาย รวมถึงบทเรียนจาก UNESCO ภาคธุรกิจ และหน่วยงานด้านความมั่นคง จึงสะท้อนตรงกันว่า ระบบกำกับดูแลต้องสามารถทบทวนและปรับเปลี่ยนได้ตามหลักฐานและสถานการณ์ใหม่

ภายใต้แนวคิด Continuous Learning ผลจาก EIA เวิร์กช็อป การทดลองใช้เครื่องมือ การทำ Red Teaming เหตุการณ์ผิดพลาด และข้อเสนอแนะจากผู้ใช้งาน จะถูกนำกลับมาปรับปรุงนโยบาย เครื่องมือ และแนวปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง โดยมี AIGPC ภายใต้ ETDA ทำหน้าที่รวบรวมบทเรียน เชื่อมโยงผู้เชี่ยวชาญ และต่อยอดองค์ความรู้ของไทยกลับสู่เครือข่ายระดับภูมิภาคและระดับโลก

กล่าวได้ว่า AI Governance ไม่ควรเป็นเอกสารที่จัดทำขึ้นครั้งเดียวแล้วหยุดนิ่ง แต่ควรเป็นระบบการเรียนรู้ที่ปรับตัวได้ ตรวจสอบได้ และพัฒนาไปพร้อมกับเทคโนโลยี สังคม และความคาดหวังของประชาชน

จากผู้รับหลักการ สู่ผู้ร่วมขับเคลื่อนอนาคต AI Governance

เส้นทางตั้งแต่การจัดตั้ง AIGC การทำงานร่วมกับ UNESCO เพื่อพัฒนา EIA การให้ความสำคัญกับเด็กและกลุ่มเปราะบางร่วมกับ UNICEF การพัฒนาทักษะผ่าน Workshop ของ Google, Huawei, Microsoft และ Meta การพิจารณากรอบกฎหมายโดยสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา การยกระดับสู่ AIGPC และการทดสอบความปลอดภัยร่วมกับ TB-CERT ไม่ใช่กิจกรรมที่เกิดขึ้นอย่างแยกส่วน แต่สะท้อนการทำงานคนละมิติภายใต้เป้าหมายเดียวกัน

เป้าหมายจึงไม่ใช่เพียงการประกาศความเป็นผู้นำด้าน AI Governance แต่คือการสร้างระบบที่ทำให้หลักการระดับโลกถูกแปลงเป็นเครื่องมือ กฎหมาย การพัฒนาคน การทดสอบ และความร่วมมือที่ตรวจสอบได้ เพราะท้ายที่สุด ความเป็นผู้นำอาจไม่ได้วัดจากประเทศที่ออกกฎหมายได้เร็วที่สุด แต่คือประเทศที่สามารถเรียนรู้ได้เร็ว แปลงหลักการสู่การปฏิบัติได้จริง และสร้างพื้นที่ให้ประเทศอื่นเติบโตไปด้วยกัน

สิ่งที่เกิดขึ้นตลอดเวที AIGW 2026 จึงสะท้อนชัดว่า AI Governance ไม่ใช่ประเด็นของอนาคตอันไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นภารกิจสำคัญของปัจจุบัน ประเทศไทยจึงมีโอกาสในการก้าวจากผู้รับหลักการสากล ไปสู่ผู้ร่วมขับเคลื่อนอนาคตของ AI Governance ในระดับภูมิภาคและระดับโลก ผ่านการลงมือทำจริง การเรียนรู้ร่วมกัน และการสร้าง AI ที่น่าเชื่อถือ ปลอดภัย โปร่งใส และรับผิดชอบต่อสังคม

ติดตามผลสรุปและความเคลื่อนไหวเพิ่มเติมได้ที่เพจ ETDA Thailand

Avatar
About Author

Waraya T.